SUSTAINABILITY
DASHBOARD

Measuring Chiang Mai’s progress towards Sustainability

INFORM

CONNECT

INSPIRE

SUSTAINABILITY DASHBOARD

Measuring Chiang Mai’s progress towards Sustainability

INFORM

CONNECT

EMPOWER

เกี่ยวกับแดชบอร์ด
Chiang Mai “Nayu” Sustainability

แดชบอร์ดความยั่งยืนนำเสนอรายงานเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการพัฒนาเมืองเชียงใหม่สู่ความยั่งยืนต่อสาธารณะ โดยการค้นหา รวบรวมและนำเสนอข้อมูลตัวชี้วัดในประเด็นการพัฒนาต่างๆให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้และเข้าใจได้ง่าย เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลสถานการณ์การพัฒนาของเมืองเชียงใหม่ในมิติการพัฒนาทั้ง 4 ด้านตามกรอบของเข็มทิศแห่งความยั่งยืน (The Sustainability Compass) – ธรรมชาติ (N-Nature) เศรษฐกิจ (E-Economy) สังคม(S-Society)  และความเป็นอยู่ที่ดี(W-Wellbeing) พร้อมทั้งแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงว่าการพัฒนาเมืองเชียงใหม่นั้นมีส่วนช่วยสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กรสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals – SDGs)ได้อย่างไรบ้าง

นอกจากนี้แดชบอร์ดยังได้รวบรวมรายชื่อกลุ่ม องค์กร หน่วยงานและเครือข่ายต่างๆ ที่ทำงานเพื่อผลักดันเมืองเชียงใหม่สู่ความยั่งยืนเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้อีกด้วย

หมายเหตุ ข้อมูลที่กลุ่มเชียงใหม่น่าอยู่รวบรวมและนำเสนอ จะนำมาจากแหล่งข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรืองานวิจัยที่เชื่อถือได้ โดยจะระบุที่มาและเว็บลิงค์เชื่อมโยงกับแหล่งข้อมูลเหล่านั้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้

 

ธรรมชาติ
เศรษฐกิจ
สังคม
คุณภาพชีวิต
ธรรมชาติ

 

มิติความยั่งยืนด้านธรรมชาติ (N-NaTure)

ไฟป่า (Forest Fires)

ไฟป่าอาจเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ เช่นจากฟ้าผ่า หรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์อันเนื่องมาจากกิจกรรมทางการเกษตรและการลักลอบจุดไฟ เมื่อเกิดไฟป่าในพื้นที่ป่าธรรมชาติ คนส่วนใหญ่มักมองว่าเป็นปัญหาที่จะส่งผลเสียต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้นจริง) แต่อย่างไรก็ตามบางครั้งไฟป่าก็ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมหากมีการวางแผนและการควบคุมไฟที่ดี (เช่นการจัดการเชื้อเพลิงโดยการชิงเผา)

 

ไฟป่านอกจากจะส่งต่อระบบนิเวศ พืชพันธุ์และสัตว์ป่านานาชนิดแล้ว ยังทำให้เกิดมลพิษซึ่งส่งผลต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเมืองด้วย ควันจากไฟป่ามีองค์ประกอบของฝุ่นจิ๋ว (PM2.5) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ที่สูดดมด้วยเพราะอนุภาคฝุ่นจิ๋วเหล่านี้มีขนาดเล็กมากจนสามารถแทรกผ่านเข้าไปในปอด สร้างความเสียหายให้แก่ระบบทางเดินหายใจและผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้ การหายใจเอาฝุ่นจิ๋ว (PM2.5) เข้าไปอาจนำไปสู่อาการไอ หายใจถี่และทำให้อาการหอบหืดรุนแรง หรือแม้กระทั่งทำให้เกิดภาวะหัวใจวายได้

 

ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคมของทุกๆปีมักจะเกิดไฟป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และอุทยานแห่งชาติต่างๆที่อยู่รอบเชียงใหม่ การศึกษาหลายชิ้นพบว่าจำนวนไฟป่าในพื้นที่เหล่านี้เพิ่มขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) รายงาน ณ วันที่ 30 มีนาคม 2563 ว่าพบจุดความร้อน (hotspot) จำนวน 3,809 จุดในประเทศไทยและ 398 จุดอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่เพียงแห่งเดียว แม้จะไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าพื้นที่ป่าได้รับผลกระทบจากไฟไหม้มากน้อยเพียงใดแต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าพื้นที่ป่าไม้ทั้งหมดในภาคเหนือของประเทศไทยถูกทำลายไปแล้วประมาณ 20% หลายปีที่ผ่านมานี้ไฟป่าส่งผลให้คุณภาพอากาศของเชียงใหม่แย่ลงจนถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีคุณภาพอากาศที่แย่ที่สุดในโลกในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนของทุกปี ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ระบุว่าไฟป่าที่เกิดขึ้นในปี 2563 เป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุดที่เชียงใหม่เคยประสบในรอบ 30 ปีและสถานการณ์ดูเหมือนจะเลวร้ายขึ้นทุกปี

Sustainability Dashboard

ตัวชี้วัดที่อาจใช้เป็นตัวแทนของประเด็นนี้

  • ข้อมูลจุดความร้อนในพื้นที่ป่าสงวน ป่าอนุรักษ์และอุทยานแห่งชาติในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ รายเดือนและรายปี

กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในประเด็นนี้

Information coming soon

คุณภาพอากาศ (Air Quality)

มลภาวะทางอากาศ หมายถึง ภาวะที่อากาศมีสิ่งเจือปนอยู่ในปริมาณที่สูงกว่าระดับปกติและทำให้เกิดอันตรายแก่มนุษย์ สัตว์ พืช หรือสิ่งของต่างๆ โดยการวัดคุณภาพอากาศนั้นจะใช้ “ดัชนีคุณภาพอากาศ” (AQI)  เป็นตัวชี้วัด ซึ่งภาครัฐและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆก็ได้ใช้ค่า AQI เพื่อการคาดการณ์ล่วงหน้าและ เพื่อสื่อสารกับประชาชนถึงสภาพคุณภาพอากาศปัจจุบันเพื่อให้ประชาชนสามารถปกป้องสุขภาพของตนเองหากคุณภาพอากาศต่ำกว่าระดับมาตรฐาน

 

มลภาวะทางอากาศที่เพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งในประเด็นความยั่งยืนทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกกำลังเผชิญและให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองต่างๆในเอเชีย องค์การอนามัยโลก (WHO, 2018) ระบุว่าในปี 2559  91% ของประชากรทั่วโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศต่ำกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ มลภาวะทางอากาศส่งผลให้ประชากรโลกเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ประมาณ 4.2 ล้านคนต่อปี  มลพิษเช่น PM 10, PM2.5, ไนตรัสออกไซด์และโอโซนระดับพื้นดินส่งผลเสียต่อสุขภาพมนุษย์มากมาย เช่น ก่อให้เกิดมะเร็งปอด เป็นสาเหตุของโรคหัวใจและทางเดินหายใจ เป็นต้น มีการคาดการณ์ว่าในปี 2573 มลภาวะทางอากาศจะเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของประชาการโลก

 

เชียงใหม่เผชิญปัญหาหมอกควันและคุณภาพอากาศย่ำแย่มาเป็นเวลากว่าทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคมและสถานการณ์ก็เลวร้ายลงทุกปี เมื่อพิจารณาตามมาตรฐานของประเทศไทยซึ่งกำหนดค่า PM10 ราย 24 ชั่วโมงโดยเฉลี่ยไม่ควรเกิน 120 ไมโครกรัม/ลบ.ม. จะพบว่าหลายวันในแต่ละปีที่เชียงใหม่จะวัดค่า PM10 ได้ถึง 200 ไมโครกรัม/ลบ.ม. หรือมากกว่า อย่างไรก็ดีเราจะเห็นว่าระดับ PM10 ตามมาตรฐานสากลที่กำหนดไว้นั้นมีค่าต่ำกว่าของประเทศไทยมาก ตัวอย่างเช่นระดับเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของคณะกรรมาธิการยุโรปคือ 50 ไมโครกรัม / ลบ.ม. ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาบางพื้นที่ของเชียงใหม่มีระดับ PM2.5 สูงถึง 592 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกพิจารณาว่าปลอดภัย เกือบ 12 เท่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดมลพิษหมอกควันในเชียงใหม่นั้นมีหลายประการ เช่นการขยายตัวของเมืองและยานพาหนะ ไปจนถึงการขยะ วัสดุทางการเกษตร เผาใบไม้แห้งและที่สำคัญมากคือไฟป่าที่เพิ่มขึ้นและการเผาในไร่ข้าวโพดซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วเนื่องจากความต้องการข้าวโพดเพื่อเป็นอาหารสัตว์ ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อเชียงใหม่อย่างมาก ไม่เพียงแต่ภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่รวมถึงสุขภาพของประชากรทั้งในระยะสั้นและระยะยาวด้วย

Sustainability Dashboard

ตัวชี้วัดที่อาจใช้เป็นตัวแทนของประเด็นนี้ 

  • ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) - ค่า AQI ใช้เป็นตัวแทนค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอากาศที่เราหายใจเข้าไปนั้นสะอาดหรือมีมลพิษมากน้อยขนาดไหน และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างไร ค่า AQI มุ่งเน้นไปที่ผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือหลายวันหลังจากหายใจเอาอากาศเสียเข้าไป ค่า AQI เริ่มตั้งแต่ 0 ถึง 500 ยิ่งค่า AQI สูงเท่าไหร่ระดับมลพิษทางอากาศก็ยิ่งมากขึ้นและความกังวลต่อสุขภาพก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
  • ค่า PM2.5 คือค่าปริมาณฝุ่นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอนในอากาศซึ่งสามารถเล็ดลอดไปถึงถุงลมในปอดได้ เป็นอันตรายต่อสุขภาพและอนามัยของมนุษย์

กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในประเด็นนี้

Information coming soon

พื้นที่เมืองที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ / เรือนยอดต้นไม้ (Tree cover / Canopy Cover)

พื้นที่เมืองที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ / เรือนยอดต้นไม้  (Tree cover / Canopy Cover) หมายถึงพื้นที่ที่ชั้นของกิ่งก้านสาขาที่ทับซ้อนกันและพุ่มใบของต้นไม้ปกคลุมพื้นดินเมื่อมองจากท้องฟ้าลงมา

 

พื้นที่เมืองที่ถูกปกคลุมด้วยเรือนยอดไม้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญเกี่ยวกับความยั่งยืนของเมือง การปกคลุมของเรือนยอดไม้มีประโยชน์ต่อชุมชนเมืองอย่างยิ่ง เพราะร่มเงาของต้นไม้ช่วยส่งเสริมภูมิทัศน์ในย่านตัวเมือง ส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของชุมชน รวมทั้งยังเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด ต้นไม้และร่มเงาไม้ยังมีส่วนช่วยในการบรรเทาผลกระทบจาก “เกาะความร้อน” จากพื้นผิวคอนกรีตและช่วยลดอุณหภูมิในเมืองผ่านการคายน้ำและการให้ร่มเงากับพื้นผิว ต้นไม้และระบบรากของมันยังช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยดูดซับเสียงและลดการไหลบ่าของน้ำเมื่อฝนตกหนัก นอกจากนี้กิ่งก้านและพุ่มไม้ก็ยังให้อาหารและเป็นที่อยู่อาศัยแก่สัตว์ต่างๆที่อยู่ในเมืองด้วย รายงานผลการวิจัยฉบับหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นชี้ว่าผู้เข้าร่วมวิจัยรายงานอารมณ์ของพวกเขาหลังจากเดินในธรรมชาติเป็นเวลา 15 นาทีว่าพวกเขารู้สึกวิตกกังวล สับสน และมีอาการซึมเศร้าน้อยลง รวมทั้งยังรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการเดินในตัวเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างเพียงอย่างเดียว

 

จากรายงานการวิจัยในปี 2550 ที่ศึกษาภาพถ่ายทางอากาศพบว่า ประมาณ 33% ของพื้นที่เมืองเชียงใหม่ถูกปกคลุมด้วยเรือนยอดไม้ โดยพื้นที่ที่ถูกปกคลุมด้วยเรือนยอดไม้จะมีปริมาณลดลงเรื่อยๆเมื่อขยับเข้าใกล้ศูนย์กลางของตัวเมืองมากขึ้น การวิจัยยังชี้ว่าพื้นที่เรือนยอดไม้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความหลากหลายทางชีวภาพในเมือง ปัจจุบันพื้นที่เมืองถูกขยายและพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องศึกษาแหล่งพื้นที่สีเขียวในเมืองและพิจารณารูปแบบการพัฒนาโครงสร้างของเมืองที่เหมาะสม เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาเมืองไปพร้อมๆกับการรักษาต้นไม้และพื้นที่สีเขียวซึ่งให้ร่มเงาแก่เมือง

Sustainability Dashboard

ตัวชี้วัดที่อาจใช้เป็นตัวแทนของประเด็นนี้

การวัดพื้นที่เรือนยอดไม้เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดที่ช่วยให้เราเห็นว่าพื้นที่ในเมืองมีต้นไม้มากน้อยขนาดไหน แม้ว่าการวัดพื้นที่ปกคลุมด้วยเรือนยอดไม้ จะไม่สามารถระบุรายละเอียดเกี่ยวกับ ชนิด อายุ ความหลากหลายของพันธุ์ไม้และจำนวนต้นไม้ได้อย่างชัดเจน แต่ข้อมูลนี้สามารถช่วยให้ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับผังเมืองและชุมชนเห็นโครงสร้างของเมืองกับต้นไม้และพื้นที่ป่าในเมือง ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึงเมื่อวางแผนพัฒนาใดๆ

  • พื้นที่ที่ปกคลุมด้วยเรือนยอดไม้ในช่วงปี พ.ศ. 2543-2563

กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในประเด็นนี้

Information coming soon

พื้นที่สีเขียวในเมือง (Urban Green Space)

พื้นที่สีเขียวในเมือง (Urban Green Space) หมายถึงพื้นที่สวนสาธารณะที่รัฐเป็นผู้ดูแล พื้นที่ป่าตามธรรมชาติ พื้นที่ริมแม่น้ำ รวมไปถึงพื้นที่จัดสรรของหมู่บ้านและสวนในชุมชน ซึ่งโดยปกติจะเปิดให้คนทั่วไปเข้ามาใช้งานได้ พื้นที่สีเขียวเหล่านี้มีทั้งที่จัดโดยรัฐและเอกชน เช่น สวนในมหาวิทยาลัย สวนสาธารณะของหมู่บ้าน สวนในพื้นที่ของบริษัทเอกชน เป็นต้น สำหรับประเด็นนี้ เราจะโฟกัสเฉพาะพื้นที่สีเขียวในบริเวณตัวเมือง โดยไม่นับรวมพื้นที่รอบนอก เช่น พื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ว่างเปล่านอกเขตตัวเมืองเชียงใหม่

 

พื้นที่สีเขียวในเมืองมีประโยชน์อย่างมากมายต่อผู้คนในเมืองและผู้มาเยือน พื้นที่สีเขียวช่วยลดอุณหภูมิของเมืองที่เกิดจากผลกระทบของเกาะความร้อน (Urban Heat Island) ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศ ทั้งยังช่วยอนุรักษ์และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้พื้นที่สีเขียวยังให้ประโยชน์หลายประการในเชิงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยด้วย ผลการศึกษาที่สำคัญในสหรัฐอเมริกาชิ้นหนึ่งได้เปิดเผยว่าการอยู่อาศัยในเมืองที่ผู้คนต้องเผชิญกับความเครียดในระดับสูงรวมถึงปัญหาสุขภาพทางจิตใจอื่นๆ ผู้คนต่างรู้สึกว่าพื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะและสวนชุมชนจะช่วยให้พวกเขาสามารถจัดการกับความเครียดได้ดียิ่งขึ้น มาตรฐานและแนวทางขององค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ในเมืองใหญ่ควรมีพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 9 ตารางรางเมตรต่อคน

 

แม้ว่าภาครัฐจะมีนโยบายสนับสนุนในเรื่องนี้อย่างชัดเจนสำหรับการสร้างและการรักษาพื้นที่สีเขียวภายในเมืองและชุมชน แต่พื้นที่สีเขียวสาธารณะในเมืองเชียงใหม่ก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจากการพัฒนาเมืองที่ขาดการควบคุมดูแลที่เพียงพอ ในปี 2559 ผู้คนในเชียงใหม่นับร้อยและภาคประชาสังคมจากทุกภาคส่วนกว่า 30 กลุ่ม ได้รวมตัวกันเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านโครงการของกรมธนารักษ์ที่จะจัดประมูลเพื่อนำที่ดินขนาด 9 ไร่ในเขตเทศบาลเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นเสมือนปอดผืนสุดท้ายของเมืองไปสร้างเป็นคอนโดมีเนียมขนาด 900 ห้อง ซึ่งพื้นที่แห่งนี้หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (FORRU) ได้สำรวจจนพบว่ามีต้นไม้ถึง 29 ชนิด และสามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 16.68 ตัน หลังการเคลื่อนไหวของประชาชน ในที่สุดกรมธนารักษ์ก็ประกาศยกเลิกการประมูลและอนุญาตให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งต่อมาพื้นที่แห่งนี้ได้ถูกพัฒนาเป็นสวนสาธารณะเจริญประเทศและเปิดให้ประชาชนใช้อย่างเป็นทางการในปี 2562

Sustainability Dashboard

ตัวชี้วัดที่อาจใช้เป็นตัวแทนของประเด็นนี้ 

  • พื้นที่สวนสาธารณะในเขตเทศบาลเมืองเชียงใหม่ (ตารางเมตร)
  • จำนวน และสัดส่วนของพื้นที่สีเขียวที่ใช้งานได้ในพื้นที่เทศบาลเมืองเชียงใหม่ (สวนที่ได้รับการดูแล เทียบกับสวนที่ไม่ได้รับการดูแล)
  • พื้นที่สีเขียว (ตารางเมตร) ต่อประชากร 1 คน

กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในประเด็นนี้

Information coming soon

ความหลากหลายทางชีวภาพในเมือง (Urban Biodiversity)

ความหลากหลายทางชีวภาพในเมือง (Urban Biodiversity) หมายถึง ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่หนึ่งๆ ไม่ว่าจะเป็น พืช สัตว์ ต้นไม้ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

 

เมื่อพูดถึงความหลากหลายทางชีวภาพหลายคนคงนึกถึงพื้นที่ป่าตามธรรมชาติที่มีต้นไม้ สิ่งมีชีวิตและสัตว์นานาชนิดอาศัยอยู่มากมาย อย่างไรก็ตามเราต้องไม่ลืมว่าความหลากหลายทางชีวภาพปรากฏอยู่ในพื้นที่เมืองเช่นกัน แต่ด้วยการพัฒนาเมืองในช่วงกว่า 50 ปีที่ผ่านมาทำให้เมืองเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างและมลภาวะซึ่งส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตต่างๆ โดยปกติแล้วความหลากหลายทางชีวภาพจะใช้เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ทำให้สิ่งมีชีวิตต่างๆสามารถดำรงชีพอยู่ได้ พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพต่ำอาจบ่งชี้ถึงระดับมลพิษที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้น การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพส่งผลกระทบคนและสิ่งแวดล้อมหลายประการ เช่น ลดความสามารถในการใช้บริการทางนิเวศทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ (เช่น การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ การฟอกอากาศ ความร่มรื่น และ ความสวยงาม เป็นต้น) ในทางกลับกัน หากมีความหลากหลายทางชีวภาพในเมืองสูงก็จะส่งผลดีต่อเมืองเช่นกัน งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ระบุว่าความหลากหลายทางชีวภาพในเมืองนั้นส่งผลดีอย่างชัดเจนต่อสุขภาพกายและใจของผู้อยู่อาศัย นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อสภาพสังคม วัฒนธรรม และความมั่งคงแข็งแรงในทางเศรษฐกิจด้วย

 

ความหลากหลายทางชีวภาพในเมืองสามารถพบได้ในสวนสาธารณะ ตามต้นไม้ริมถนน สวนในพื้นที่ส่วนบุคคล ตามที่ว่างรกร้างและตามแหล่งน้ำต่างๆ ความหลากหลายทางชีวภาพให้ประโยชน์มากมายแก่พื้นที่เมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการอนุรักษ์ การเป็นถิ่นที่อยู่ของพืช สัตว์นานาชนิดและเป็นแหล่งผลิตนิเวศบริการ (Ecosystem Services) การวางแผนการพัฒนาเมืองโดยคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพในเมืองนั้นจะทำให้ผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยี่ยมเยียนได้รับประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นการพัฒนาที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มคุณค่าของพื้นที่และส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติโดยรวมซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจของประชากรเมือง ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตต่างๆในเมืองไว้เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อทุกภาคส่วน

Sustainability Dashboard

ตัวชี้วัดที่อาจใช้เป็นตัวแทนของประเด็นนี้ 

  • ความหลากหลายทางชีวภาพของนกในเมืองเชียงใหม่ – จำนวนและชนิดของนกที่พบแต่ละปี (จากกิจกรรมนับนกในเมือง)
  • ดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพของเมือง - City Biodiversity Index (CBI)

กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในประเด็นนี้

Information coming soon

คุณภาพน้ำในธรรมชาติ (Environmental Water Quality)

คุณภาพน้ำในธรรมชาติ หมายถึงคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำเช่น ทะเลสาบ ลำธารและแม่น้ำ ค่าคุณภาพน้ำมาตรฐานสำหรับน้ำผิวดินแต่ละแหล่งมีความแตกต่างกันอย่างมากขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ และการใช้งานของมนุษย์ ความเข้มข้นของสารพิษและจุลินทรีย์บางชนิดสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพแม้ว่าน้ำนั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อการบริโภค เช่นการชลประทาน การว่ายน้ำ การตกปลา การล่องแพ การพายเรือ และการใช้ในอุตสาหกรรม นอกจากนี้คุณภาพน้ำยังอาจส่งผลกระทบต่อสัตว์ต่างๆที่อาศัยตามธรรมชาติซึ่งใช้น้ำเพื่อการดื่มกินหรือเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย

 

ในทางประวัติศาสตร์เมืองที่มีขอบเขตแผ่นดินติดแม่น้ำซึ่งสามารถใช้ในการสัญจรเรือได้จะทำให้การตั้งถิ่นฐานมีความเจริญเติบโตและมั่งคั่ง แต่ในปัจจุบันแม่น้ำและแหล่งน้ำในเมืองต่างๆต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย เช่น ความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้น การลดลงของน้ำใต้ดิน รวมถึงมลพิษในแหล่งน้ำผิวดินและใต้ดิน เมืองต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องประชากรจากมลพิษ โรคภัยและน้ำท่วม เมืองสามารถวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อใช้ทรัพยากรน้ำที่มีคุณค่าเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเมืองให้ก้าวหน้า น่าอยู่ ปลอดภัยและยั่งยืน  เมืองที่สามารถเชื่อมโยงการพัฒนาเข้ากับระบบนิเวศทางน้ำได้อย่างสอดคล้องจะเป็นเมืองที่มีความโดดเด่นอย่างแท้จริงและมีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย รวมถึงสามารถดึงดูดการท่องเที่ยวและการลงทุนได้ด้วย

 

แหล่งน้ำที่สำคัญ 4 แห่งของเมืองเชียงใหม่ได้แก่ แม่น้ำปิง คลองแม่ข่า คูเมือง และอ่างแก้วในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แม่น้ำปิงเป็นแม่น้ำสายหลักที่มีความสำคัญทางด้านวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งย้อนไปตั้งแต่การก่อตั้งอาณาจักรล้านนาโดยพ่อขุนเม็งรายในปี พ.ศ.1779 ปัจจุบันแม่น้ำปิงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากผลกระทบจากภาคเกษตรกรรมและมลพิษในเมือง นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ส่งผลกับปริมาณน้ำฝนและปริมาณน้ำโดยรวมของแม่น้ำปิงด้วย คลองแม่ข่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งน้ำที่สำคัญต่อระบบทางน้ำของเมืองเชียงใหม่แต่น่าเสียดายที่การเติบโตของเมืองอย่างรวดเร็วและขาดการควบคุมที่เพียงพอนั้นเป็นสาเหตุให้คลองแม่ข่าได้รับผลกระทบจากมลพิษในปริมาณมาก คูเมืองซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่เขตเมืองเก่าและเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ใช้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ก็มีคุณภาพน้ำไม่ดีนักจากการปนเปื้อนของน้ำมันและโลหะหนักจากผิวถนน ส่วนอ่างเก็บน้ำอ่างแก้วซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่สีเขียวของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงามก็เผชิญหน้ากับมลภาวะจากแหล่งต่างๆ ปลาที่ตายอย่างต่อเนื่อง น้ำที่ส่งกลิ่นเหม็นและสาหร่ายบูมที่ลอยบนพื้นผิวน้ำ มลภาวะที่เกิดขึ้นกับแหล่งน้ำเหล่านี้ทำให้ให้หวนคิดถึงประเพณี วัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำในอดีต คุณภาพของแหล่งน้ำเหล่านี้เชื่อมโยงโดยตรงต่อความเสี่ยงด้านสุขภาพของมนุษย์ สิ่งแวดล้อม และภาพลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ที่ได้รับสมญานามว่า “กุหลาบเมืองเหนือ” ของประเทศไทย  

Sustainability Dashboard

ตัวชี้วัดที่อาจใช้เป็นตัวแทนของประเด็นนี้ 

ดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำ ประกอบไปด้วย ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (DO), ปริมาณออกซิเจนที่จุลินทรีย์ต้องใช้เพื่อย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำ (BOD) ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ความขุ่นใส ปริมาณไนเตรต ฟอสเฟต  ปริมาณแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม (FCB) และปริมาณของของแข็งที่แขวนลอยหรือละลายอยู่ในน้ำ (TDS) เป็นต้น

  • คุณภาพน้ำในแม่น้ำปิง รายสถานี (ในเขตเทศบาลเมืองเชียงใหม่) (รายเดือน และรายปี)
  • คุณภาพน้ำในคลองแม่ข่า รายสถานี (รายเดือน และรายปี)
  • คุณภาพน้ำในคูเมืองเชียงใหม่ รายสถานี (รายเดือน และรายปี)
  • คุณภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำอ่างแก้ว

กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในประเด็นนี้

Information coming soon

เศรษฐกิจ

 

มิติความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ (E-Economy)

Credit: Citylife Magazine Chaing Mai

มูลค่าของอาหารอินทรีย์ (Organic Food Values)

ในอดีต มนุษย์ดำรงชีวิตโดยการบริโภคอาหารที่มาจากธรรมชาติและอุดมด้วยสารอาหารที่ดี จนกระทั่งอุตสาหกรรมอาหารได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิต (ราว ค.ศ. 1960 เป็นต้นมา) ด้วยการมุ่งเน้นการสร้างผลผลิตให้ได้มากๆเพื่อป้อนสู่ตลาดผ่านการทำเกษตรเชิงเดี่ยวและการใช้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีและสารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งสารเคมีหลายชนิดนั้นส่งผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ บางชนิดเป็นสารก่อมะเร็งซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคในระยะยาว นอกจากนี้สารเคมีทางการเกษตรยังส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และเกิดการปนเปื้อนในดิน น้ำและอากาศ

 

สหประชาชาติ (UN) ระบุว่าอันที่จริงแล้วเกษตรกรรายย่อยนั้นคือผู้ที่ผลิตอาหารเลี้ยงคนบนโลกนี้ แต่เกษตรเชิงเดี่ยวแบบอุตสาหกรรมซึ่งพึ่งพาปุ๋ยและสารเคมีนั้นเป็นไปเพื่อหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมอาหารเท่านั้น สหประชาชาติยังกล่าวด้วยว่า เราจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนรูปแบบจากการเกษตรแบบอุตสาหกรรมกลับไปสู่การทำเกษตรแบบองค์รวมที่เกื้อหนุนและสอดคล้องกับระบบนิเวศ

ตัวชี้วัดที่อาจใช้เป็นตัวแทนของประเด็นนี้  

  • ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ (ก.ก. ต่อ ปี)
  • จำนวนของสถานประกอบการที่ขายสินค้าและอาหารอินทรีย์
  • จำนวนโครงการความร่วมมือในรูปแบบ Farm to Table”
  • จำนวนตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดเชียงใหม่
  • ร้อยละของสวนเกษตรอินทรีย์ต่อจำนวนสวนเกษตรทั่วไป (เคมี)
  • สัดส่วนปริมาณผลผลิตจากสวนเกษตรอินทรีย์เปรียบเทียบกับปริมาณผลผลิตจากสวนเกษตรทั่วไป (เคมี) (ตัน ต่อ ปี)
  • จำนวนสวนผักในเมือง (Urban Farms)

กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในประเด็นนี้

Information Coming Soon

การจัดการขยะและของเสีย (Waste Management Recycling Solution)

เมื่อทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัดแต่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจึงทำให้เกิดความต้องการทางการบริโภคเพิ่มขึ้นตามมา การจัดการขยะจึงเป็นประเด็นท้าทายที่ทุกเมืองต้องเผชิญ

 

กรมควบคุมมลพิษระบุว่าประเทศไทยมีปัญหาด้านการจัดการขยะอย่างมาก ปัจจุบันจังหวัดเชียงใหม่ยังไม่มีโครงการรีไซเคิลและการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ขยะส่วนน้อยเท่านั้นที่ถูกนำกลับไปรีไซเคิล แต่ขยะที่เหลือทั้งหมดจะถูกนำไปกำจัดโดยวิธีการฝังกลบหรือวิธีการเผา ซึ่งเป็นการซ้ำเติมให้มลภาวะทางอากาศที่รุนแรงอยู่แล้วยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก ประชาชนบางส่วนอาจมีการคัดแยกวัสดุที่รีไซเคิลได้ (ขวดพลาสติกและกระป๋อง) ไว้เพื่อส่งต่อไปรีไซเคิล แต่วิธีการนี้ก็เป็นเพียงหนทางแก้ไขบางส่วนเท่านั้น ด้วยปริมาณการบริโภคที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่ในฐานะเมืองที่กำลังพัฒนา เมืองจำเป็นต้องพิจารณาถึงแนวทางการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการลงทุนเพื่อการจัดการขยะอย่างเหมาะสมนอกจากจะเป็นการสร้างงานแล้วยังสร้างธุรกิจ (เช่นปุ๋ยหมัก) และตลาดใหม่ๆอีกด้วย สิ่งนี้ล้วนแต่มีผลประโยชน์ต่อเมือง เศรษฐกิจและสภาพแวดล้อม

Sustainability Dashboard
Sustainability Dashboard

ตัวชี้วัดที่อาจใช้เป็นตัวแทนของประเด็นนี้  

  • จำนวนงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้สำหรับเทคโนโลยีการจัดการขยะอย่างยั่งยืนและการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดการขยะแก่สาธารณชน
  • จำนวนตันของปริมาณขยะมูลฝอยที่ไม่ได้แยกประเภทจะถูกนำไปฝังกลบ
  • ปริมาณกาซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากหลุมขยะต่อปี
  • ปริมาณวัสดุถูกนำไปรีไซเคิลและทำปุ๋ยหมักแทนที่จะถูกส่งไปยังบ่อขยะหรือเตาเผา
  • ปริมาณขยะอันตราย เช่น แบตเตอรี่ ถ่านไฟฉาย ฯลฯ ที่ถูกส่งไปจัดการอย่างเหมาะสม
  • ร้อยละของขยะที่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม แบ่งตามประเภทที่มาของขยะ (เช่นขยะครัวเรือน ขยะอันตรายในครัวเรือน ขยะติดเชื้อ และขยะอุตสาหกรรม)

กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในประเด็นนี้

Information coming soon

การจัดหาพลังงานทดแทน (Renewable Energy Provision)

ประเทศไทยกำหนดให้นโยบายด้านความมั่นคงด้านพลังงานเป็นหนึ่งในเป้าหมายสูงสุดของของประเทศ ตามมาด้วยความสามารถทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ในแผนบูรณาการพลังงานระยะยาวของประเทศไทย (TIEB) การให้ความสำคัญดังกล่าวได้ตอบสนองต่อความต้องการพลังงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในขณะที่ทรัพยากรพลังงานสำรองของไทยกำลังจะหมดลง

 

ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบและถ่านหินที่ประเทศไทยมีเป็นของตัวเองนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนในประเทศ กว่าสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าเพื่อให้สามารถผลิตพลังงานได้เพียงพอต่อความต้องการพลังงานทั้งหมด โดยภาคอุตสาหกรรมและการขนส่งใช้พลังงานราว 75% ของจำนวนพลังงานทั้งหมด
ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบและถ่านหินคิดเป็น 90% ของการผลิตพลังงานของประเทศไทย ในขณะที่พลังงานทดแทน (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชีวมวล) นั้นมีอยู่เพียง 10%
ในปี พ.ศ. 2559 ประเทศไทยได้เซ็นสัญญาข้อตกลงเพื่อซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำของประเทศลาว แต่นั่นหมายถึงการสร้างเขื่อนที่แม่น้ำโขงซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของลำน้ำและชุมชนโดยรอบ

 

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (DEDE) และ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ภายใต้แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ปี พ.ศ. 2558-2579 เรียกร้องให้ภาคธุรกิจและภาคที่อยู่อาศัยส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น การใช้พลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้นในชุมชนเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความมั่นคงในการจัดหาพลังงานและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าของประเทศ

Sustainability Dashboard Energy

ตัวชี้วัดที่อาจใช้เป็นตัวแทนของประเด็นนี้ 

  • งบประมาณที่ภาครัฐสนับสนุนให้แก่หน่วยงานอื่นๆ เช่น โรงแรม คอนโดมีเนียม หรือภาคธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและการใช้พลังงานทดแทน
  • ปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานสิ้นเปลือง (Non-renewable energy) เช่น ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน เป็นต้น
  • ปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานทดแทน (Renewable sources) เช่นพลังงานแสงอาทิตย์

กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในประเด็นนี้

Information coming soon

ระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและทุนคนเข้าถึงได้ (Sustainable Affordable Public Transportation)

ปัจจุบัน เชียงใหม่เผชิญกับปัญหามลพิษจากการจราจรที่คับคั่งเช่นเดียวกันกับเมืองสมัยใหม่หลายๆแห่ง มีโครงการผลักดันเพื่อสร้างถนนเส้นใหญ่และถนนวงแหวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาเมืองเชียงใหม่ทำให้เกิดการขยายตัวของเมืองและหลายครั้งก็ส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงด้านสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ  ประกอบกับช่วงที่มีฝุ่นควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง (ก.พ.-มี.ค.ของทุกปี) ปริมาณมลพิษในพื้นที่เมืองก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ เชียงใหม่ถือเป็นจังหวัดที่มีสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นอันดับต้นๆของประเทศ  ซึ่งจำนวนอุบัติเหตุเหล่านี้จะลดลงได้หากมีระบบบริการขนส่งสาธารณะที่ดีขึ้น

 

ด้วยประชากรในเมืองมีความหนาแน่นมากขึ้น การเพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจึงเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน

Sustainability Dashboard

ตัวชี้วัดที่อาจใช้เป็นตัวแทนของประเด็นนี้ 

  • ระยะทาง (ก.ม.) ของเส้นทางขนส่งสาธารณะที่ให้บริการ
  • จำนวนคนที่ใช้เส้นทางการขนส่งเหล่านี้ ต่อปี
  • ร้อยละของรถขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานหมุนเวียน
  • จำนวนการใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลและระยะเวลาในการเดินทาง
  • ระยะทางและจำนวนผู้ใช้งานจักรยานเช่าสาธารณะ (Bike Sharing)
  • จำนวนของรถยนต์ไฟฟ้า
  • จำนวนของสถานีชาร์จรถไฟฟ้า

กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในประเด็นนี้

Information coming soon

การดำเนินธุรกิจบนฐานของความยั่งยืน (Sustainable Business Practice)

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แนวโน้มหนึ่งที่เกิดขึ้นในภาคธุรกิจคือการที่ธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็กทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงการำดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากขึ้น ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนถึงกระบวนการและบรรจุภัณฑ์ของโรงงานการใช้ผลิตภัณฑ์และการรีไซเคิลที่หมดอายุการใช้งาน

ผู้นำทางธุรกิจ รัฐบาลและสังคมทั่วโลกยอมรับว่าระบบอุตสาหกรรมเก่าแก่ดั้งเดิมนั้นไม่ยั่งยืนจากการใช้ทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพและสิ้นเปลือง ทั้งยังก่อมลพิษและเป็นอันตรายอย่างรุนแรงต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ

Sustainability Dashboard

ตัวชี้วัดที่อาจใช้เป็นตัวแทนของประเด็นนี้ 

  • จำนวนโรงแรมในเชียงใหม่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานใบไม้สีเขียว (Green Leaf)
  • ดัชนีธุรกิจสีเขียวของเชียงใหม่ (Green Businesses Index) จำนวนธุรกิจที่นำมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนมาใช้
  • การดำเนินงานตามมาตรฐานและแนวทางการปฏิบัติที่ดีเพื่อการใช้น้ำและพลังงานอย่างทีประสิทธิภาพ 
  • การดำเนินการระบบคัดแยกและรีไซเคิลของเสียและวัสดุเหลือใช้
  • อัตราส่วนการใช้บรรจุภัณฑ์ใส่อาหารกลับบ้านที่ผลิตจากพลาสติกต่อบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพืชและย่อยสลายได้ตามธรรมชาติของซูเปอร์มาร์เก็ต

กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในประเด็นนี้

Information coming soon

สังคม

 

มิติความยั่งยืนด้านสังคม (S-Society)

การอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม (Cultural Heritage Preservation)

การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเป็นการพิจารณาองค์ประกอบของคุณค่าด้านอัตลักษณ์และประเพณีของสถานที่หนึ่งๆและผู้คนในเมืองหรือชุมชนนั้นๆที่วิวัฒนาการและพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและสัณฐานพื้นที่

 

มรดกทางวัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเมืองและศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว วัฒนธรรมซึ่งถูกแสดงออกผ่านทางศิลปะ อาหาร สิ่งทอและสถาปัตยกรรม นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์และการพัฒนาสังคมเมือง ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูชุมชนและพื้นที่เมือง รวมถึงช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมทางสังคมและหน้าที่พลเมืองด้วย

 

นอกจากนี้มรดกวัฒนธรรมควรได้รับการยอมรับว่ามีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของเมืองด้วย เพราะมรดกทางวัฒนธรรมทั้งแบบที่จับต้องได้ (เช่น สถานที่ อาคาร วัด ฯลฯ ) และแบบที่จับต้องไม่ได้ เช่นการแสดงออกทางวัฒนธรรม งานฝีมือ งานเทศกาลประเพณี นั้นเชื่อมโยงกับวิถีการดำรงชีวิต การพัฒนาเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรืองของสังคมในระยะยาว

Sustainability Dashboard

ตัวชี้วัดที่อาจใช้เป็นตัวแทนของประเด็นนี้

  • จำนวนของสิ่งปลูกสร้างที่ขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่ทางวัฒนธรรม/ประวัติศาสตร์
  • จำนวนของช่างฝีมือเก่าแก่ (บุคคลหรือกลุ่มคน) ที่ยังคงทำงานอยู่ (ลงทะเบียน) จำแนกตามอายุ / เพศ
  • จำนวนของแพทย์/องค์กรแพทย์แผนโบราณ และหรือผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดในเชียงใหม่
  • หลักสูตรการเรียนรู้ทักษะช่างฝีมือโบราณ
  • หลักสูตรฝึกอบรม โรงเรียน ร้านค้าปลีกที่เกี่ยวข้องกับยาพื้นบ้าน (Traditional and natural medicine)

กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในประเด็นนี้

Information coming soon

 

ทุนทางสังคม (Social Capital)

แนวคิดเรื่องทุนทางสังคมเชื่อมโยงกับการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของชุมชนและเมือง ทุนทางสังคมเป็นแนวคิดที่มองถึงปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆในสังคม เช่น เครือข่ายสังคม ความร่วมแรงร่วมใจ จิตวิญญาณของความเป็นชุมชน ความไว้วางใจและความมุ่งมั่นของสาธารณชนต่อเป้าหมายที่มีร่วมกัน

 

ทุนทางสังคมเกิดขึ้นเมื่อผู้คนกลุ่มหนึ่งๆ (เช่นครอบครัว องค์กรหรือชุมชน) พัฒนาวิถีปฏิบัติและแนวทางการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนร่วมกัน เป็นชุดของบรรทัดฐานในระบบสังคมที่ช่วยพัฒนาระดับความร่วมมือของสมาชิกในชุมชนนั้นๆ ทุนทางสังคมได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง แนวคิดเรื่องทุนทางสังคมมีศักยภาพมหาศาลในการเน้นให้เห็นความสำคัญของปัจจัยทางสังคมและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจกัน นอกเหนือจากแรงจูงใจในการแสวงหาผลกำไรแล้วชุมชนที่มีต้นทุนทางสังคมดีจะให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต สิทธิมนุษยชนและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ซึ่งช่วยให้ชุมชนสามารถพิจารณาและดำเนินการจัดการกับปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ดี ทั้งยังช่วยลดความเป็นปัจเจกนิยมที่ส่งผลให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบและการแก่งแย่งแข่งขันของคนในสังคม

 

ทุนทางสังคมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับบริบทของเชียงใหม่ต่อความท้าทายและความมุ่งหมายที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เรามีบุคคล กลุ่มและองค์กรต่างๆมากมายในเชียงใหม่ที่กระตือรือร้น ทุ่มเทกำลัง ความรู้และความสามารถเพื่อทำงานในประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนในอนาคตของเมืองเชียงใหม่ อย่างไรก็ดีเพื่อช่วยให้การเปลี่ยนแปลงสามารถก้าวหน้าได้รวดเร็วขึ้น เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนทางสังคมระหว่างกลุ่มเหล่านี้เพื่อนำไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนร่วมกัน  ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายและการแลกเปลี่ยนมุมมองที่หลากหลายร่วมกัน ความไว้วางใจ การสื่อสาร ความร่วมมือและการสร้างเครือข่ายเป็นสิ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาต้นทุนทางสังคมให้เพิ่มมากขึ้น จากสถานการณ์โควิด-19 และวิกฤตคุณภาพอากาศ เราจะเห็นได้ว่ามีบุคคลและกลุ่มต่างๆออกมาช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างกระตือรือร้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีว่าเชียงใหม่มีทุนทางสังคมในระดับที่ดี

ตัวชี้วัดที่อาจใช้เป็นตัวแทนของประเด็นนี้

  • ดัชนีชี้วัดทุนทางสังคม

กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในประเด็นนี้

Information coming soon

การศึกษาเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Education)

ยูเนสโก (UNESCO) ให้คำจำกัดความของการศึกษาเพื่อความยั่งยืนว่าเป็น 'การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน' (ESD) ซึ่งเป็นการบูรณาการประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืนที่สำคัญต่างๆเข้ากับการเรียนการสอน ประเด็นเหล่านี้ได้แก่ วิถีการดำเนินชีวิตที่ยั่งยืน สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาคทางเพศ การส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งสันติภาพและการไม่ใช้ความรุนแรง ความเป็นพลเมืองโลก การชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น

 

การศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้ผู้คนสามารถดำรงชีวิตตามวิถีแห่งความยั่งยืนพวกเขาจะต้องเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะ ค่านิยมและความสามารถในการสร้างสรรค์และรักษาสังคมให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ เรียนการสอนจะมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนซึ่งช่วยกระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตลอดจนลงมือทำเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

 

การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ESD) ส่งเสริมการพัฒนาความสามารถและทักษะต่างๆของผู้เรียน เช่นการคิดเชิงวิเคราะห์ การจินตนาการ/คาดการณ์สถานการณ์ในอนาคต และการตัดสินใจร่วมกัน บ่อยครั้งเมืองมักเป็นศูนย์กลางของความคิดและการดำเนินการที่สำคัญเมื่อพูดถึงเรื่องการศึกษา ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้งสามารถใช้ ESD เป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ และช่วยพัฒนาให้เมืองและชุมชนมีความปลอดภัย เท่าเทียม เป็นธรรม เอื้อต่อการดำรงชีวิตประชาชนทุกกลุ่ม ส่งเสริมความหลากหลายทางสังคมและการมีส่วนร่วมทางการเมือง มีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจที่สอดคล้องสมดุลกับระบบนิเวศ และสามารถตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆได้ดี การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนในเมืองและชุมชนเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านการศึกษาที่สำคัญที่สุดในยุคของเรา

ตัวชี้วัดที่อาจใช้เป็นตัวแทนของประเด็นนี้

  • ระดับการใช้หลักสูตรการเรียนการเกี่ยวกับ (ก) การศึกษาเพื่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองโลก และ (ข) การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • จำนวนโรงเรียนที่บูรณาการหลักสูตรเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยีและการออกแบบ การเป็นผู้ประกอบการ เป็นต้น

กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในประเด็นนี้

Information coming soon

ความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม (Social and Cultural Diversity)

ความหลากหลายทางวัฒนธรรม หรือบางครั้งอาจจะใช้คำว่า “พหุวัฒนธรรม” (multiculturalism) หมายถึง ระบบความคิดความเชื่อของกลุ่มชนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม มุ่งเน้นการยอมรับความแตกต่างทางภาษาขนบประเพณี ความเชื่อ ศาสนา และวิถีชีวิตบนพื้นฐานของการยอมรับสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของแต่ละบุคคล ส่งเสริม สนับสนุนและให้โอกาสกลุ่มคนซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันให้สามารถมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในสังคมภายใต้บริบททางวัฒนธรรม รวมถึงส่งเสริมให้คนทุกกลุ่มได้รับการพัฒนาทุกด้านเพื่อนำไปสู่ความเป็นธรรมทางสังคม

 

เมืองหลายๆแห่งในเอเชียไม่ว่าจะเป็น นครเซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง กรุงเทพฯ นครโฮจิมินห์ กัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ หรือแม้แต่ภูเก็ต และเชียงใหม่เอง ต่างสามารถเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของความหมาลกหลายของประชากรเมืองในปัจจุบันได้ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นอิทธิพลมาจากความสะดวกสบายในการเดินทาง การท่องเที่ยว การจัดการศึกษาที่เป็นสากลมากขึ้น รวมถึงความก้าวหน้าของโลกดิจิตอลที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจต่างๆ 

 

สำหรับบางเมือง การผสมผสานความหลากหลายของประชากรเมืองเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าของชุมชนท้องถิ่นถูกดำเนินการและริเริ่มโดยการออกแบบของรัฐ (อย่างเช่นนโยบายของรัฐบาลสิงคโปร์) ในขณะที่เมืองอื่นๆสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ (เช่น เชียงใหม่) การผสมผสานความหลากหลายของประชากรเมืองทำให้เมืองมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีสีสันและมีชีวิตชีวามากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยส่งเสริมความสามารถด้านเศรษฐกิจของเมือง ไม่ว่าจะเป็นในแง่การลงทุนและผู้ประกอบการที่มีความสามารถ    

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีประชากรที่หลากหลายในสังคมมีบทบาทเชิงบวกในการเติมเต็มศักยภาพของชุมชนทั้งในด้านทักษะและความรู้ความสามารถ ช่วยดึงดูดการลงทุนและการสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ พัฒนาคุณภาพชีวิตและความคิดสร้างสรรค์สำหรับทุกคนที่อาศัยอยู่ในเมือง

Sustainability Dashboard

ตัวชี้วัดที่อาจใช้เป็นตัวแทนของประเด็นนี้

  • จำนวนและสัดส่วนของประชากรชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ต่อปี (จำแนกตามสัญชาติ)
  • จำนวนของแรงงานต่างชาติ (ที่มีใบอนุญาตทำงาน) ที่ทำงานในจังหวัดเชียงใหม่
  • จำนวนของสมาคม กลุ่มคน องค์กรที่ดำเนินการประสานงานและเป็นผู้นำในด้านการรวมชาวไทยและชาวต่างชาติให้มาอยู่ร่วมเป็นกลุ่มเดียวกัน

กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในประเด็นนี้

Information coming soon

ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน (Public Safety & Security)

ความปลอดภัยสาธารณะเกี่ยวข้องกับการปกป้องประชาชนจากอาชญากรรม อุบัติเหตุ ภัยพิบัติ และอันตรายอื่นๆที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่รับรองการปกป้องพลเมืองของตนจากภัยคุกคามต่อความเป็นอยู่ที่ดีของแต่ละบุคคลและเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชุมชนโดยรวม

 

ปัจจุบันหลายเมืองทั่วโลกกำลังเผชิญกับความเป็นจริงที่ว่า ในขณะที่เมืองกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อันตรายต่างๆก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

 

ความปลอดภัยสาธารณะและความปลอดภัยส่วนบุคคลมีความสำคัญต่ออย่างยิ่งต่อผู้คนที่อาศัยในสภาพแวดล้อมเมืองที่มีประชากรจำนวนมาก คำว่าความปลอดภัยในที่นี้ครอบคลุมไปถึงประเด็นที่หลากหลาย ตั้งแต่ปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงไปจนถึงสุขภาพของประชาชน อุบัติเหตุบนท้องถนนผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ตลอดจนความปลอดภัยในระดับที่กว้างขึ้น เช่นการป้องกันจากการก่อการร้าย

 

เมืองที่ที่มีปัจจัยเสี่ยงสะสม กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ จะเอื้อให้อาชญากรรม ความรุนแรงและปัญหาความปลอดภัยสาธารณะอื่นๆเกิดขึ้นได้ง่าย การที่รัฐจะสามารถรักษาความมั่นคงและปลอดภัยแก่ประชาชนได้นั้นจะต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญหลายประการ เช่น ความเป็นผู้นำของรัฐบาลในการวางยุทธศาสตร์การป้องกันอาชญากรรม การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและความเท่าเทียม การให้ความสำคัญกับการจ้างงาน การศึกษา สุขภาพ ที่อยู่อาศัยและการวางผังเมือง เป็นต้น นอกจากนี้อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง และการประเมินผลการดำเนินนโยบายและโครงการอย่างตรงไปตรงมา

Sustainability Dashboard
Sustainability Dashboard

ตัวชี้วัดที่อาจใช้เป็นตัวแทนของประเด็นนี้

  • อัตราการเกิดอาชญากรรมต่อปี จำแนกตามประเภท
  • จำนวนคดีที่มีกระทำการรุนแรงต่อผู้หญิง (ข่มขืน ทำร้ายร่างกาย ฆาตกรรม) ต่อปี
  • จำนวนของอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานต่อปี
  • จำนวนคดีความรุนแรงในครอบครัว
  • สถิติผู้ขับขี่ขณะมึนเมาต่อปี
  • จำนวนของอุบัติเหตุและการเสียชีวิตบนท้องถนนต่อปี จำแนกตามประเภทยานยนต์ (รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ จักรยาน)

กลุ่ม หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานในประเด็นนี้

Information coming soon

คุณภาพชีวิต

 

Well Being Sustainability Aspects

Mental Health

Why is Mental Health important for Chiang Mai city's sustainability?

Mental health is an important key indicator that states the quality of life through our relationships, family units, social and work environments. In order to achieve a stable happy life it is important to have good mental health, where healthy harmonious relationships can thrive. Good role models in the community are essential to providing the younger generation examples of good ethical and moral behavior. Good role models play a crucial role to assist and guide the young generations to design happy successful lives.

 

What is the situation in Chiang Mai?

In Chiang Mai poor mental health is related with poor role models, domestic violence/rape, depression, addictions and suicide. Some of these negative issues such as domestic violence and alcohol addictions are a serious problem in the community due to the COVID 19 lockdown. The family unit is impacted by these factors and women and children are not only physically abused but also suffer psychological abuse. In some cases women and children are also victims of rape but this is often unreported. The domestic violence in Chiang Mai city is a reality as is also the trafficking of boys and girls into prostitution.

The poor role models of parenthood, the existing networks of human trafficking, the abuse and rape of women and children, the addiction to alcohol and drugs are all evidence of unstable poor mental health. The violence instigated by these abusers promotes trauma, criminality, lack of safety on the streets and poor ethical role models within the community. The abuse leads to psychological trauma and sadly into mental diseases such as addictions, depression and suicidal tendencies within the victims.

Sustainability Dashboard
Sustainability Dashboard

Candidate Indicators: (What do we measure?)

  • Suicides/Depression by age demographic
  • Rates of addiction (CM) Alcohol/Drug
  • Number of domestic violence cases reported
Physical Health

Why is Physical Health important for Chiang Mai cities sustainability?

Human physical health is one of the most important aspects in our society if not the most. Physical health is directly impacted not only by the external environment of a region, community and or city but also by the genetic factors related to the individuals health situation.

What is the situation in Chiang Mai?

In order to promote good physical health exercise and sports activities are fundamental. Chiang Mai city does provide sport events and outdoor activities inside the schools, Universities, gyms and public spaces. There are three key outdoor sport activities for residents that are currently very popular: Buak Hard Public Park, Ang Kaew reservoir, 700-year Sports Complex.

However, the quality of air, municipal drinking water, combined with healthy nutrition and exercise are four important elements to promote good physical health in adults and children. Poor nutrition specifically leads to increased risk of lifestyle related diseases such as diabetes, cancer and heart disease all of which are preventable. Respiratory illnesses, asthma and other lung conditions are linked to the city's very poor air quality due to the burning of forests in national parks and agricultural biomass in and around the city.

Sustainability Dashboard
Sustainability Dashboard

Candidate Indicators: (What do we measure?)

  • Case of respiratory illness (such as Asthma, bronchitis)
  • Mortality rate attributed to ambient air pollution
  • Number of cases of diabetes, heart attack, colon cancer, obesity
  • Baby Mortality / nutrition stunting
  • Injuries/fatalities from road accidents
  • Level of Physical activity per capita
  • Local participation in sports event=> # of sport events per year
  • Drownings, especially children

Who is working on this aspect?

Information coming soon

Poverty and Spatial Inequality

Why is Poverty and Spatial Inequality important for Chiang Mai city's sustainability?

In Asian cities it is common that the poorest of the urban population live in informal settlements (i.e. slums or shanties) without land title and without access to the most basic of essential services and infrastructure while the rest of the city’s population expect to have easy access to. The nexus of poverty and spatial inequality is a key aspect of urban sustainability and is a result of imbalanced development. Urban spatial inequality is linked with the uneven distribution of resources or wealth in a certain spatial area of a city. It is essentially a disparity in wellbeing due to discrepancies in social and economic factors and outcomes that are primarily associated with poverty, rights and a lack of political voice. Being one of the important parameters for sustainable development, poverty and spatial equality should be defined as both a process and an outcome, and therefore both inequality of opportunity and inequality of outcomes are considered.

 

What is the situation in Chiang Mai?

Chiang Mai’s urbanization so far represents an unequal development pattern and haphazard growth, especially in terms of the nexus of poverty and spatial inequality. Chiang Mai is considered to have a high level of spatial inequality in terms of access to basic services and infrastructure for its poorest communities, including safe housing and house registration, health services, electricity and clean drinking water, sanitation, waste collection, education, green spaces and recreation areas, etc. There are an estimated 62 informal slum communities within the boundaries of the Chiang Mai Municipality, which present significant socio-economic and political challenges to the Chiang Mai city government and society as a whole in the context of sustainable development. In recent years the city's poor communities, with the help of local NGOs, have managed to link with the municipal government to form a community development committee and to begin building a platform for addressing the issues of the urban poor in the city - issues like environment, housing and land tenure (i.e. spatial equality).

The enduring neighborhood inequality and poverty that characterizes contemporary cities like Chiang Mai is linked to the governance processes that drive policy responses to the city’s sustainability challenges. Thus, in order to understand and effectively tackle endemic community poverty and spatial inequality, a new perspective and thinking that produce new and different interventions and solutions that go beyond standard practice must begin to evolve.

Candidate Indicators:

  • Poverty level in Chiang Mai city
  • # of people below poverty line
  • Level of funding / # of initiatives aimed at poverty reduction
  • Access to education (%CM children not in school)
  • Access to hygienic toilet, clean drinking water and other types of basic sanitation programs/facilities/services
  • % of Households in the City with/without access to basic services (i.e. clean piped water, sanitary toilet, electricity)

Who is working on this aspect?

Information coming soon

Quality of Life

Why is Quality of Life important for Chiang Mai city's sustainability?

Arguably a city’s most important role is to supply as good a ‘quality of life’ as possible for its current and future residents. Cities do this with varying degrees of success and this success is not always predicated on a city’s affluence. Quality of Life is meant to represent either how well human needs and aspirations are met and/or the extent to which individuals or groups perceive satisfaction or dissatisfaction in various life domains. Quality of life is defined as the overall wellbeing of individuals in a broad and a multidimensional sense and is a key indicator of urban community sustainability. Quality of life is synonymous with the level determined by the quality of life standards and that the quality of life generally refers to psychological life, social life, professional life and physical life, but also the quality of environment and space. Issues relating to quality of life are now high on the political agenda due to an acknowledgement that levels of life quality affects both economic and social wellbeing.

Sustainability is connected with the improvement of quality of life through education, justice, transparency, community participation and recreation. It is about whether the economic, social and environmental systems that build the community are providing a healthy, productive, meaningful life for all the community residents, present and future. Social sustainability is a life-enhancing condition within communities, and a process within communities that can achieve this system condition. It incorporates equity of access to key services (including health, education, transport housing, recreation, etc.), as well as equity between generations, meaning that future generations will not be disadvantaged by the activities of the current generation.

 

What is the situation in Chiang Mai?

In 2019 Monocle magazine created the Small Cities Index and ranked Chiang Mai as number 15 in the world for the quality of life for global small cities. Important criteria in this survey included safety/crime, international connectivity, climate/sunshine, quality of architecture, public transport, tolerance, environmental issues and access to nature, urban design, business conditions, pro-active policy developments and medical care. Chiang Mai is now facing many pressures, including the increasing problem of air quality from open biomass burning, and a loss of overall GDP from the fallout of the tourism sector from COVID-19. Whether Chiang Mai is resilient in this area and can rebound to continue to offer its citizens, residents and guests a high quality of life will be up to both government, business sector and civil society.

Candidate Indicators: (What do we measure?)

  • Education opportunities
  • Personal development
  • Digital landscape
  • Cost of living
  • Personal safety
  • Transportation options
  • Infrastructure
  • Ease of doing business
  • Access to nature
  • Environmental quality
  • Social engagement / networks
  • Recreation
  • Entertainment
  • Etc.

Who is working on this aspect?

Information coming soon

Food safety

Why is Food Safety important for Chiang Mai city's sustainability?

Food Safety is about producing, preparing and storing food with proper health and safety standards in order to minimize the risks of illness to individuals and infants. In Chiang Mai food safety is an important key indicator that is related with the health and wellbeing of the community, from infants to elderly people. Everyone should access clean, nutritious organic food free of pesticides and other carcinogenic chemicals.

What is the situation in Chiang Mai?

In order to achieve good standards in health and safety in food, farmers, markets and local supermarkets must provide more organic food and use less to no petrochemicals to grow the food. The amount of industrial food that is cheap and very common contains many chemicals and heavy metals that are harmful to human health, leading the population to an increase of preventable diseases such as diabetes, cancer and heart disease. This can be prevented by developing healthy and safer levels of food standards within the city.

Candidate Indicators: (What do we measure?)

  • Cases of food-borne / related illness
  • Number of organic markets and organic restaurants
  • Drinking water quality related illness cases
  • Food safety, industrial non-organic vs organic

Who is working on this aspect?

Information coming soon

About the Sustainable Development Goals

The Sustainable Development Goals are the blueprint to achieve a better and more sustainable future for all. They address the global challenges we face, including those related to poverty, inequality, climate change, environmental degradation, peace and justice. The 17 Goals are all interconnected, and in order to leave no one behind, it is important that we achieve them all by 2030.

Sustainability Dashboard
Learn more about the SDGs